Archive for January 11th, 2012

10 สุดยอดอาหารดีท๊อกซ์

Wednesday, January 11th, 2012

1.กระเทียม 

กระเทียมมีวิตามินซี ซึ่งช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและตับ แต่ไม่ควรกินกระเทียมไปทั้งเม็ดเพราะมีเอ็มไซม์มากเกินไป ควรจะหั่นหรือซอยบางๆ ทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนแล้วนำไปปรุง

2. น้ำมะนาว
เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่าง
3.ขิง 
ขิงนอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสียออกจากผิวหนังได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลืออาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นานเท่าที่ทำได้ เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง

4. พืชใบเขียว 
คลอโรฟิลล์จากพืชช่วยเรื่องการย่อยอาหาร ผลที่ตามมาคือร่างกายจะกำจัดของเสียได้ง่ายขึ้น ลองทานแบบสลัด ใส่ผักในซุป หรือจะผัดกับน้ำมันมะกอกแล้วแต่ตามเมนูที่ชอบ

5. ธัญญพืช 
ข้าวโอ๊ตและขนมปังข้าวไรย์เป็นอาหารที่ทานกันตั้งนานแล้วแต่ถึงอย่างไร ธัญญพืชเหล่านนี้ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์มากด้วยเช่นกัน เพราะประกอบด้วยไพเบอร์ที่ดีต่อสุขภาพ 

6. ชาเขียว 
เรารู้กันดีอยู่ว่าการดื่มชาเขียวช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกาย นอกจากนี้สารคาเตชินที่มีอยู่ในชาเขียวยังช่วยเร่งการทำงานของตับและเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์เพื่อขจัดของเสียในร่างกาย

7. บีทรูท 
ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย

8. ผักกาด 
มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดตับ ลองทานน้ำซุปใส่ผักกาดหรือทานเป็นสลัดกับแอปเปิ้ลเพิ่มความกรุบกรอบให้รสชาติอาหาร 

9. ผลอาร์ติโชค 
ช่วยผลิตน้ำดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารเร็วขึ้นและดูดซึมวิตามินได้ง่ายขึ้น นอกจากจะนำใบมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ แล้ว ลองทำชาอาร์ติโชคง่ายๆ ด้วยการนำใบวางไว้ในถ้วยแล้วเทน้ำร้อนผสมกับน้ำผึ้ง

10. ผลไม้สด 
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่างๆ มะม่วง แอปเปิ้ลหรือผักสด ต่างอุดมด้วยไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน ซึ่งจะช่วยให้ขับของเสียออกจากร่างกายเช่นกัน

เปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ แก้เคล็ด

Wednesday, January 11th, 2012

 

ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเงินทองนั้น มักเป็นเรื่องที่ทุกคนค่อนข้างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก กระเป๋าสตางค์ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่ว่าจะช่วยให้เรื่องเงินทองดีขึ้น

การเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่เสมอในวันขึ้นปีใหม่ ใส่เงินจำนวน 900 หรือ 9,000 ใน กระเป๋าไว้สักวัน หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ เพื่อเอาเคล็ดเอาฤกษ์เพื่อให้กระเป๋าใบนั้นเป็นกระเป๋าที่ดี เรียกเงินเรียกทอง เข้ากระเป๋าได้มาก มีเก็บมากกว่าจะต้องควักออกไป และทุกครั้งที่รับเงินสดเข้ามา ควรนำเงินมาใส่กระเป๋าเอาไว้ก่อน

บางคนอาจจะยังคงปล่อยเงินไว้ในซองแล้วก็นำไปฝากธนาคาร ซึ่งถ้าจะเอาเคล็ดเรียกโชคกันจริงๆ ตามความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่ ก็ควรเอาเงินเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ก่อน

เรื่องแบบนี้เชื่อไว้ก็ไม่เสียหลายนะคะ เพราะว่ายังไงเงินเก็บอยู่ในกระเป๋ามันก็ยังเป็นของเราวันยังค่ำค่ะ หมั่นประหยัดอดออมเอาไว้จะได้ไม่ลำบากนะคะ

การแปรงฟันให้สะอาด … อย่างทั่วถึง

Wednesday, January 11th, 2012

จุดประสงค์ของการแปรงฟัน คือ ต้องการที่จะกำจัดคราบจุลินทรีย์ คราบเศษอาหารออกให้หมด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเสมอในขณะที่แปรงฟัน ก็คือ ต้องแปรงฟันให้สะอาดทั่วถึง ทุกซี่ ทุกด้านจริงๆ เพราะในการแปรงฟันนั้น จะมีบางจุดที่แปรงสีฟันเข้าถึงยาก หรือแปรงได้ไม่สะดวก บริเวณนั้นก็จะถูกละเลยหลงลืมไปได้

การจะแปรงฟันให้ครบทุกซี่ทุกด้าน สามารถทำได้โดยการแปรงฟันอย่าง เป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

แปรงด้านนอกของซี่ฟันก่อน คือ ด้านของฟันที่อยู่ติดกับกระพุ้งแก้ม

แล้วจึงแปรงด้านในของซี่ฟัน คือ ด้านของฟันที่อยู่ติดกับลิ้น หรือเพดานปาก

ขั้นสุดท้าย จึงแปรงด้านบดเคี้ยวของซี่ฟัน

 –> ในการแปรงทั้ง 3 ส่วนนี้ ให้เริ่มแปรงฟันบนก่อน โดยเริ่มจากฟันซี่ที่อยู่ในสุด ทางด้านซ้ายหรือด้านขวาก็ได้ แล้วค่อยๆ ขยับแปรงไปเรื่อยๆ จนถึงฟันซี่ในสุดของอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงย้ายมาแปรงฟันล่าง เสร็จแล้วจึงแปรงด้านในของซี่ฟัน และด้านบดเคี้ยวของฟัน โดยทำแบบเดียวกัน
–> เวลาที่ใช้ในการแปรงฟันทั้งหมดนี้ ไม่ควรต่ำกว่า 3 นาที เพื่อให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันมีเวลาที่จำเข้าไปจับกับผิวฟัน เพื่อช่วยในกระบวนสร้างฟัน และป้องกันฟันผุได้นานพอ
–> เวลาที่เหมาะสมสมในการแปรงฟัน คือ หลังอาหารทุกมื้อ และก่อนนอน โดยเฉพาะก่อนนอน ควรแปรงฟันให้สะอาดที่สุด

หนาวนี้ สู้หวัดด้วยการนอน

Wednesday, January 11th, 2012

 

ผลวิจัยเผยนอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมง ทำให้เป็นหวัดง่ายขึ้น 3 เท่า
         อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ หลายคนไม่สบายเป็นหวัดได้ง่าย เราเลยมีวิธีง่าย ๆ ในการสู้หวัดมาฝากค่ะ ง่ายมากเพราะแค่นอนหลับให้เพียงพอก็เป็นปราการต้านหวัดได้แล้ว แถมยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
       ผลวิจัยล่าสุดเผยว่า คนที่นอนน้อยหรือนอนไม่พอ จะเสี่ยงต่อการป่วยเป็นหวัดมากกว่า เมื่อได้รับเชื้อไวรัสหวัดเข้าสู่ร่างกาย
       ”คนที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน มีโอกาสที่จะเป็นหวัดมากกว่าคนที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืนมากถึง 3 เท่า” เชลดอน โคเฮน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน ผู้ทำการวิจัยเรื่องนี้กล่าวหลังจากที่ผลการวิจัยเรื่องนี้ของเขาตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Internal Medicine
        ในการศึกษานี้ ทีมนักวิจัยทีมนี้ได้ทำการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้ชายและผู้หญิงอายุระหว่าง 21 -55 ปี จำนวน 153 คน เพื่อเก็บข้อมูลเรื่องการนอนและไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างมีโอกาสรับเชื้อไวรัสโรคหวัดเข้าสู่ร่างกาย ผลปรากฏว่า เมื่อได้รับเชื้อไวรัสโรคหวัด 88 % ของกลุ่มตัวอย่างเกิดอาการติดเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถตรวจว่า ใครติดเชื้อได้จากการตรวจแอนตี้บอดี้ในกระแสเลือด ซึ่งในกลุ่มตัวอย่าง 88% ที่มีอาการติดเชื้อนี้ไม่ใช่ว่า ทุกคนเกิดอาการป่วย มีเพียง 43% เท่านั้นที่มีอาการป่วยเป็นหวัด เช่น คัดจมูก ไอ หรือเจ็บคอ
        ผลการศึกษานี้ยังแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่นอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน มีความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากกว่าคนที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืนมากถึง 3 เท่า และยิ่งนอนน้อยเท่าไหร่ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากขึ้นด้วย
        โดยหากกลุ่มที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืน นอนหลับได้น้อยลง 10 นาที พวกเขาจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นหวัดได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าครึ่ง และหากนอนหลับได้น้อยลงถึง 40 นาทีต่อคืน ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดได้ถึง 5 เท่า
          นักวิจัยอธิบายว่า การนอนหลับน้อยทำให้เสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากขึ้นนั้น เพราะการนอนหลับมีผลต่อ ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั่นเอง
         รู้อย่างนี้แล้ว คืนนี้เข้านอนแต่หัวค่ำ ทำใจให้สบาย และนอนหลับให้สนิทอย่างผ่อนคลายกันดีกว่า