Archive for January, 2012

ดื่มนมเป็นประจำ ช่วยลดน้ำหนักได้นะจะบอกให้

Monday, January 30th, 2012

ดื่มนม

เคล็ดลับอันนี้คงเป็นที่ถูกใจของสาว ๆ ที่ชื่นชอบการดื่มอยู่แล้วนะคะ เพราะการที่คุณดื่มนมหรือทานโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยลดน้ำหนักลงได้ ด้วยคุณประโยชน์ที่มีในน้ำนมอย่างแคลเซียมนั่นแหละค่ะ ที่เป็นคำตอบในการลดน้ำหนัก เพราะแคลเซียมจะไปขัดขวางการสร้างหรือสะสมของไขมันในร่างกาย ซึ่งจะส่งผลทำให้ระบบการเผาผลาญดีมากขึ้น และทำให้น้ำหนักลดลงในที่สุดค่ะ และถ้าหากคุณสามารถดื่มนมได้วันละ 3-4 กล่อง ก็จะยิ่งทำให้น้ำหนักลดลงได้มากกว่าการทานอาหารเสริมที่แคลเซียมเป็นส่วนประกอบซะอีกนะคะ

 ถ้าหากใครที่กำลังจะหันมาดื่มนมเพื่อลดน้ำหนักแล้วล่ะก็ ควรจะคำนึงถึงปริมาณแคลเซียมและโปรตีนที่จะได้รับจากการดื่มนมชนิดนั้น ๆ ด้วย ซึ่งควรเลือกชนิดที่ให้แคลเซียมและโปรตีนสูง แต่ให้พลังงานต่ำ เช่น นมพร่องไขมัน นมขาดมันเนย หรือโยเกิร์ตพร่องไขมัน เป็นต้น ที่สำคัญต้องเลือกแบบรสธรรมชาติ หรือรสจืดมากกว่ารสอื่น ๆ เพราะมีการปรุงแต่งหรือเติมน้ำตาลในประมาณที่น้อย และปริมาณแคลเซียมในนมแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน

โยเกิร์ต

 โดยในนมขาดไขมันที่ให้พลังงาน 110 แคลอรี จะให้แคลเซียม 373 มิลลิกรัม, โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 120 แคลอรี ให้แคลเซียม 189 มิลลิกรัม, นมเปรี้ยวพร่องมันเนย 140 แคลอรี ให้แคลเซียม 114 มิลลิกรัม, นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 70 แคลอรี และมีแคลเซียม 54 มิลลิกรัมค่ะ

 นอกจากนี้แร่ธาตุในนมอย่างฟอสฟอรัสและแมกนีเซียม ก็ยังมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขัดขวางการสร้าง หรือสะสมไขมันของร่างกาย ส่วนโปรตีนก็ช่วยเสริมกล้ามเนื้อและเพิ่มอัตราในกระบวนการเมตาบอลิซึ่มได้ มากขึ้นอีกด้วยค่ะ

รู้แบบนี้ก็อย่าลืมหาซื้อนม หรือโยเกิร์ตไว้ติดตู้เย็นเลยนะคะ จะได้ผอมเพรียวได้ดั่งใจสักที

อ้วน! ระวัง ไขมันคั่งในตับ

Wednesday, January 18th, 2012

โรคของคนอ้วน ส่วนมากเราจะรู้จักกันแต่โรคเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือด และความดันโลหิตสูง ขณะที่หลายคนคงยังไม่ทราบว่า คนที่มีลักษณะ อ้วนลงพุง ยังก่อให้เกิด “ภาวะไขมันคั่งในตับ” ได้โดยที่โรคนี้จะไม่แสดงอาการเตือนใด ๆ จนกระทั่งตับอักเสบและดำเนินโรคไปสู่ระยะตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับและเสียชีวิตในที่สุด

พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความรู้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก อวัยวะหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ!

 

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นไขมัน คั่งในตับมักอยู่ในกลุ่มแรกมีเกณฑ์การวินิจฉัย คือ ต้องมีความผิด ปกติอย่างน้อย 3 ใน  5 ข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่

1.อ้วนลงพุง
2.ระดับไขมันไตรกลี  เซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล.
3.ระดับไขมันเอ ช-ดี-แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ในผู้ชายน้อยกว่า 40 มก./ดล. และผู้หญิงน้อยกว่า 50 มก./ดล.
4.ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือทานยาลดความดันโลหิตอยู่และ
5.ระดับน้ำตาล ขณะอดอาหารมากกว่า 110 มก./ดล

 

โดยปกติร่างกายเผาผลาญไขมันต่าง ๆ จากเนื้อเยื่อนอกตับสามารถผ่านเข้าไปในตับได้แต่ตับก็มีขบวนการป้องกัน

ไม่ให้ไขมันสะสมแต่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อไขมันเข้าไปเนื้อตับ บางส่วนตับจะส่งไขมันตัวนี้เข้าไปสลายให้เป็นพลังงานให้เราสามารถทำกิจวัตร ประจำวันได้ และไขมันส่วนที่เกินตับจะขับออกสู่กระแสเลือดได้ แต่ถ้าเมื่อใดมีภาวะดื้ออินซูลินขึ้นมาทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการสลายไขมันออกมามากขึ้น เมื่อไขมันในเลือดมีมากก็เข้าสู่ตับมากขึ้น ในระยะแรกคนไข้อาจจะไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการปวดแน่นชายโครงด้านขวาหรืออาจตรวจอัลตราซาวด์เจอว่าตับ ขาวผิดปกติ และตรวจเลือดก็อาจจะปกติ ทางการแพทย์เรียกว่า ไขมันสะสมอยู่เฉย ๆ แต่เวลาผ่านไปถ้าไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับจะมีการอักเสบขึ้นมา  เพราะว่าไขมันตัวนี้จะปล่อยสารบางอย่างทำให้เกิดการอักเสบของตับ เมื่อเวลานานเข้าจะดำเนินโรคไปสู่ โรคตับแข็งโดยที่เราไม่ต้องดื่มเหล้า หรือไม่ได้เป็นไวรัสตับ

10 สุดยอดอาหารดีท๊อกซ์

Wednesday, January 11th, 2012

1.กระเทียม 

กระเทียมมีวิตามินซี ซึ่งช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและตับ แต่ไม่ควรกินกระเทียมไปทั้งเม็ดเพราะมีเอ็มไซม์มากเกินไป ควรจะหั่นหรือซอยบางๆ ทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนแล้วนำไปปรุง

2. น้ำมะนาว
เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่าง
3.ขิง 
ขิงนอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสียออกจากผิวหนังได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลืออาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นานเท่าที่ทำได้ เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง

4. พืชใบเขียว 
คลอโรฟิลล์จากพืชช่วยเรื่องการย่อยอาหาร ผลที่ตามมาคือร่างกายจะกำจัดของเสียได้ง่ายขึ้น ลองทานแบบสลัด ใส่ผักในซุป หรือจะผัดกับน้ำมันมะกอกแล้วแต่ตามเมนูที่ชอบ

5. ธัญญพืช 
ข้าวโอ๊ตและขนมปังข้าวไรย์เป็นอาหารที่ทานกันตั้งนานแล้วแต่ถึงอย่างไร ธัญญพืชเหล่านนี้ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์มากด้วยเช่นกัน เพราะประกอบด้วยไพเบอร์ที่ดีต่อสุขภาพ 

6. ชาเขียว 
เรารู้กันดีอยู่ว่าการดื่มชาเขียวช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกาย นอกจากนี้สารคาเตชินที่มีอยู่ในชาเขียวยังช่วยเร่งการทำงานของตับและเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์เพื่อขจัดของเสียในร่างกาย

7. บีทรูท 
ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย

8. ผักกาด 
มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดตับ ลองทานน้ำซุปใส่ผักกาดหรือทานเป็นสลัดกับแอปเปิ้ลเพิ่มความกรุบกรอบให้รสชาติอาหาร 

9. ผลอาร์ติโชค 
ช่วยผลิตน้ำดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารเร็วขึ้นและดูดซึมวิตามินได้ง่ายขึ้น นอกจากจะนำใบมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ แล้ว ลองทำชาอาร์ติโชคง่ายๆ ด้วยการนำใบวางไว้ในถ้วยแล้วเทน้ำร้อนผสมกับน้ำผึ้ง

10. ผลไม้สด 
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่างๆ มะม่วง แอปเปิ้ลหรือผักสด ต่างอุดมด้วยไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน ซึ่งจะช่วยให้ขับของเสียออกจากร่างกายเช่นกัน

เปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ แก้เคล็ด

Wednesday, January 11th, 2012

 

ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเงินทองนั้น มักเป็นเรื่องที่ทุกคนค่อนข้างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก กระเป๋าสตางค์ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่ว่าจะช่วยให้เรื่องเงินทองดีขึ้น

การเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่เสมอในวันขึ้นปีใหม่ ใส่เงินจำนวน 900 หรือ 9,000 ใน กระเป๋าไว้สักวัน หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ เพื่อเอาเคล็ดเอาฤกษ์เพื่อให้กระเป๋าใบนั้นเป็นกระเป๋าที่ดี เรียกเงินเรียกทอง เข้ากระเป๋าได้มาก มีเก็บมากกว่าจะต้องควักออกไป และทุกครั้งที่รับเงินสดเข้ามา ควรนำเงินมาใส่กระเป๋าเอาไว้ก่อน

บางคนอาจจะยังคงปล่อยเงินไว้ในซองแล้วก็นำไปฝากธนาคาร ซึ่งถ้าจะเอาเคล็ดเรียกโชคกันจริงๆ ตามความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่ ก็ควรเอาเงินเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ก่อน

เรื่องแบบนี้เชื่อไว้ก็ไม่เสียหลายนะคะ เพราะว่ายังไงเงินเก็บอยู่ในกระเป๋ามันก็ยังเป็นของเราวันยังค่ำค่ะ หมั่นประหยัดอดออมเอาไว้จะได้ไม่ลำบากนะคะ

การแปรงฟันให้สะอาด … อย่างทั่วถึง

Wednesday, January 11th, 2012

จุดประสงค์ของการแปรงฟัน คือ ต้องการที่จะกำจัดคราบจุลินทรีย์ คราบเศษอาหารออกให้หมด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเสมอในขณะที่แปรงฟัน ก็คือ ต้องแปรงฟันให้สะอาดทั่วถึง ทุกซี่ ทุกด้านจริงๆ เพราะในการแปรงฟันนั้น จะมีบางจุดที่แปรงสีฟันเข้าถึงยาก หรือแปรงได้ไม่สะดวก บริเวณนั้นก็จะถูกละเลยหลงลืมไปได้

การจะแปรงฟันให้ครบทุกซี่ทุกด้าน สามารถทำได้โดยการแปรงฟันอย่าง เป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

แปรงด้านนอกของซี่ฟันก่อน คือ ด้านของฟันที่อยู่ติดกับกระพุ้งแก้ม

แล้วจึงแปรงด้านในของซี่ฟัน คือ ด้านของฟันที่อยู่ติดกับลิ้น หรือเพดานปาก

ขั้นสุดท้าย จึงแปรงด้านบดเคี้ยวของซี่ฟัน

 –> ในการแปรงทั้ง 3 ส่วนนี้ ให้เริ่มแปรงฟันบนก่อน โดยเริ่มจากฟันซี่ที่อยู่ในสุด ทางด้านซ้ายหรือด้านขวาก็ได้ แล้วค่อยๆ ขยับแปรงไปเรื่อยๆ จนถึงฟันซี่ในสุดของอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงย้ายมาแปรงฟันล่าง เสร็จแล้วจึงแปรงด้านในของซี่ฟัน และด้านบดเคี้ยวของฟัน โดยทำแบบเดียวกัน
–> เวลาที่ใช้ในการแปรงฟันทั้งหมดนี้ ไม่ควรต่ำกว่า 3 นาที เพื่อให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันมีเวลาที่จำเข้าไปจับกับผิวฟัน เพื่อช่วยในกระบวนสร้างฟัน และป้องกันฟันผุได้นานพอ
–> เวลาที่เหมาะสมสมในการแปรงฟัน คือ หลังอาหารทุกมื้อ และก่อนนอน โดยเฉพาะก่อนนอน ควรแปรงฟันให้สะอาดที่สุด

หนาวนี้ สู้หวัดด้วยการนอน

Wednesday, January 11th, 2012

 

ผลวิจัยเผยนอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมง ทำให้เป็นหวัดง่ายขึ้น 3 เท่า
         อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ หลายคนไม่สบายเป็นหวัดได้ง่าย เราเลยมีวิธีง่าย ๆ ในการสู้หวัดมาฝากค่ะ ง่ายมากเพราะแค่นอนหลับให้เพียงพอก็เป็นปราการต้านหวัดได้แล้ว แถมยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
       ผลวิจัยล่าสุดเผยว่า คนที่นอนน้อยหรือนอนไม่พอ จะเสี่ยงต่อการป่วยเป็นหวัดมากกว่า เมื่อได้รับเชื้อไวรัสหวัดเข้าสู่ร่างกาย
       ”คนที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน มีโอกาสที่จะเป็นหวัดมากกว่าคนที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืนมากถึง 3 เท่า” เชลดอน โคเฮน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน ผู้ทำการวิจัยเรื่องนี้กล่าวหลังจากที่ผลการวิจัยเรื่องนี้ของเขาตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Internal Medicine
        ในการศึกษานี้ ทีมนักวิจัยทีมนี้ได้ทำการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้ชายและผู้หญิงอายุระหว่าง 21 -55 ปี จำนวน 153 คน เพื่อเก็บข้อมูลเรื่องการนอนและไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างมีโอกาสรับเชื้อไวรัสโรคหวัดเข้าสู่ร่างกาย ผลปรากฏว่า เมื่อได้รับเชื้อไวรัสโรคหวัด 88 % ของกลุ่มตัวอย่างเกิดอาการติดเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถตรวจว่า ใครติดเชื้อได้จากการตรวจแอนตี้บอดี้ในกระแสเลือด ซึ่งในกลุ่มตัวอย่าง 88% ที่มีอาการติดเชื้อนี้ไม่ใช่ว่า ทุกคนเกิดอาการป่วย มีเพียง 43% เท่านั้นที่มีอาการป่วยเป็นหวัด เช่น คัดจมูก ไอ หรือเจ็บคอ
        ผลการศึกษานี้ยังแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่นอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน มีความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากกว่าคนที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืนมากถึง 3 เท่า และยิ่งนอนน้อยเท่าไหร่ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากขึ้นด้วย
        โดยหากกลุ่มที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงต่อคืน นอนหลับได้น้อยลง 10 นาที พวกเขาจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นหวัดได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าครึ่ง และหากนอนหลับได้น้อยลงถึง 40 นาทีต่อคืน ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดได้ถึง 5 เท่า
          นักวิจัยอธิบายว่า การนอนหลับน้อยทำให้เสี่ยงต่อการเป็นหวัดมากขึ้นนั้น เพราะการนอนหลับมีผลต่อ ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั่นเอง
         รู้อย่างนี้แล้ว คืนนี้เข้านอนแต่หัวค่ำ ทำใจให้สบาย และนอนหลับให้สนิทอย่างผ่อนคลายกันดีกว่า

เหตุผลโง่ๆ ที่ผู้ชายงี่เง่าชอบอ้าง!

Tuesday, January 10th, 2012

 
เหตุผลโง่ๆ ที่ผู้ชายงี่เง่าชอบอ้าง!

    ผู้ชายสมัยนี้ ว่าหายากแล้ว ไอ้ที่มีอยู่ในมือนั้น ก็แสนจะสร้างความรำคาญใจได้ทุกวี่ทุกวัน ครั้นจะเลิกก็กลัวจะหาไม่ได้อีก แถมแต่ละวัน ยังต้องรับมือ กับคำพูดกวน(ที)นทุกวัน ข้ออ้างสารพัด คุณผู้ชายขาาาาาา คุณรู้บ้างหรือไม่ ที่คุณชอบว่า ว่าเรางี่เง่า แต่จริงๆ แล้วคุณน่ะ (โครต) งี่เง่าเช่นกัน…ไม่เชื่อมาดูเลย แล้วบอกมา ว่ามันไม่จริง!!!

1. งานเยอะ
ประโยค ยอดฮิต ที่คุณผู้ชายมักหยิบมาใช้อยู่เสมอ เพราะพวกมันคิดว่า นี่คือคำที่พูดแล้ว ผู้หญิงมีสมองอย่างเรา ต้องเข้าใจทันที และไม่อิดออดอ้อนวอน ให้มาหา แต่พอเราบอกมันว่า งานเยอะ มันถามว่า อยากเลิกใช่มั้ย??

2. ไม่มีตังค์!
แค่จะชวนออกมาเจอหน้ากัน อย่างมากก็กินไอติม กินข้าวธรรมดา มันคงไม่ได้มื้อละ สี่ซาห้าพันซะเมื่อไหร่ จริงมั้ย..

3. รถเสีย! ไปไม่ได้จริงๆ รถมันเสียเนี่ย แล้วจะให้ไปได้ไง …
โห..พูด มาได้ รถเมล์ รถแท็กซี่ รถตู้ รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน มอไซด์ จะเอาไรอีก มันยากตรงไหน ทีเมื่อก่อน ดึกดื่นแค่ไหนมาได้ เดี๋ยวนี้สามทุ่มมันบอกจะนอน ง่วง!

4. เดี๋ยวโทรกลับ
คำ ว่าเดี๋ยวเค้าใช้กับระยะเวลาสั้นๆ เป็นนาที แต่มันเล่นเป็นวัน บางทีข้ามวันข้ามคืนซะอย่างนั้น พอเรางอน ไม่โทรไปมันกลับด่า ว่าแล้วทำไมไม่โทรมาก่อนล่ะ ลืมนิ่… ดูมั๊น…กลายเป็นเราผิดซะอย่างงั้น

5. จะดูบอล
โห..คืนนี้บอลคู่ใหญ่นะ พลาดไปเสียดายแย่ เราก็ต้องยอม แต่เราบอกไม่ไปบ้าง จะดูละครตอนอวสาน จะบ้าหรอ อย่ามาทำตัวน้ำเน่าน่า….??

6. เมื่อเราชวนไปดูคอนเสิร์ต โอ๊ย..คนเยอะ น่าเบื่อจะตายอย่าไปเลย เมื่อเราชวนไปดูหนัง โอ๊ย..เรื่องนี้ใครเค้าดูกัน อยากเข้าไปแล้วโดนผีหลอกในโรงหรอ… แล้วมึงจะเอาไง..??